ท่องเที่ยวไทย กับ มาสด้าแฟมิเลีย

สุดแผ่นดินสองภาค กับ งานเทศกาลงานผีตาโขน

เจ้าม้าแก่แฟมิเลีย จอดสงบนิ่งหน้าที่ทำการ อช.ป่าหินงาม อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิหลังจากอกหักรักคุต จากความตั้งใจที่จะเดินทางไปยลความงามของทุ่งกระเจียว และเที่ยวงานผีตาโขนเป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน มาปีนี้ผมได้เตรียมการไว้แต่เนิ่น ๆ เริ่มจากการทิ้งพักร้อนไว้ก่อนเลยครับ จนกำหนดการเดินทางมาถึง ผมได้ผู้ร่วมทางอีก 2 คันคันละสองคน รวมผมอีก 1 คัน 2 คน เป็น 6 ชิวิตที่มุ่งหน้าฝ่าความมืดของคืนวันพฤหัสออกจากกรุงเทพฯ สู่ดินแดนที่ราบสูง ทริปนี้มีแฟมิเลียของผมเพียงคันเดียว นอกนั้นเป็นปิคอัพใหญ่ โตโยต้า และ อีซูซุ เราไปรวมตัวกันที่ปั๊มเจ็ท ตรงวงแหวนต่างระดับ เบียร์คาร์เบริกค์ (เก่า) ก่อนถึงบางปะอินเอา 3 ทุ่มกว่า ก่อนจะบ่ายหน้าขึ้นตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 จนล่วงเข้าถึงสระบุรี ผมจึงนึกขึ้นได้ว่า เชื้อเพลิงหลัก (แก๊ส LPG) ของผมนั้นพล่องไปเกือบหมด เพราะอารามรีบร้อนทำให้ลืมเติมมามีติดถังมาเล็กน้อย จึงวิ่งเข้าสู่ตัวเมืองก่อนจะถามหาปั๊มแก๊ส ซึ่งก็ได้รับคำดอกกระเจียว สีชมพูอมม่วง บานสะพรั่งไปทั่วทุ่งลานหินป่าหินงามตอบจากคนละแวกนั้น ผมและพรรคพวกรีบดิ่งเข้าเติมเชื้อเพลิง ด้วยขนาดถังแก๊สขนาด 58 ลิตรที่ติดอยู่ในกระบะทางตอนหลังเบาะผู้โดยสารของเจ้าม้าแก่ของผม มันเพียงพอที่จะวิ่งได้เกือบ  500  ก.ม เสร็จกิจเราจึงบ่ายหน้าขึ้น ลพบุรี มุ่งสู่ อ.ชัยบาดาล แยก ต.ลำนารายณ์ ก่อนถึงแยกผมต้องขอตัวเพื่อน ๆ เพื่องีบสัก 20 นาทีเพราะฝืนสภาพร่างกายที่ยังไม่ฟื้นจากไข้หวัดดีได้อีกต่อไป 20 นาทีให้หลัง ผมเริ่มรู้สึกดีขึ้นมาก จึงเดินทางต่อ ตลอดระยะเวลาที่เราเดินทาง ว.แดง (วิทยุสื่อสารคลื่นประชาชน) ช่วยเราได้มากทีเดียว โดยเฉพาะเส้นทางคดเดี้ยวที่เราเลี้ยวขวาจากแยกลำนารายณ์เข้าสู่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมินั้น เป็นเส้นทางลาดชันสลับคดโค้ง แต่เป็นเส้นทางลาดยางอย่างดี วิทยุสื่อสารจะช่วยประสานงานในทีมได้ โดยเฉพาะคันหน้า จะช่วยบอกถึงสภาพการขับขี่เบื้องหน้า " มีรถบรรทุกสวนลงไปหนึ่งคัน อย่างเพิ่งแซงขึ้นมา" หรือ "ทางโล่ง โค้งหักศอก" มันช่วยให้ผู้ร่วมทางได้การตัดสินใจในสาว ๆ กับป้ายสุดแผ่นดินการขับขี่เป็นอย่างดี  สภาพถนนที่ราดยางเรียบค่อนข้างดี ผมค่อย ๆ ไต่ระดับความลาดชันที่ไม่มากนักไปได้แบบสบาย ๆ อาจเป็นเพราะแหวนสูบชุดใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนมาสด ๆ ร้อน ทำให้กำลังขนาด 1500 ซีซี ส่งทะยานพุ่งได้ดังใจนึก แต่กระนั้นก็หาได้ทำให้ผมคะนองเท้าไม่ ยังคงรักษาระดับความเร็วของรถไว้ที่ 80/ชม. โดยทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าประมาณ 50 เมตร อากาศในยามดึกค่อนข้างเย็นทีเดียว มองไปที่เกจ์วัดความร้อนนั้น ขึ้นมาจากต่ำสุด 1/4 ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของรถรุ่นนี้ ยิ่งกำลังเคลื่อนสูงแต่หม้อน้ำยังเล็กเท่าเดิม ก็อาจมีผลต่อความร้อนได้ เคยคิดจะเปลี่ยน ๆ ขนาดให้ใหญ่ขึ้นอยู่หลายที แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ลงมือเสียที ก่อนถึงแยกขึ้น อช.ป่าหินงาม ตัวผมก็ออกอาการอีกครั้ง จนต้องขอพัก 30 นาที เป็นอันว่าเบ็ดเสร็จผมถึงตัว ท่ำการอุทยานแห่งชาติป่าหินงามเอา ตีสามพอดิบพอดี จากนั้นก็สิ้นสติสมประดีไปในรถนั่นเอง

แอ็คท่ากับหน้าผาสุดแผ่นดินเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากการขยับตัวของผู้ร่วมทางผม ทำให้ผมต้องผืนเปลือกตา ขึ้นมอง เธอคงต้องการจะทำภารกิจด้านห้องน้ำห้องท่า ผมยกแขนขึ้นดูนาฬิกา ปาเข้าไปเจ็ดโมงเช้าแล้ว จุดมุ่งหมายของเราคือ ขึ้นไปชมความงามของดอกกระเจียวบนทุ่งด้านบน ช้าไม่ได้เดี๋ยวคนจะเยอะ แม้ว่าจะไม่ใช่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็ตาม ผมลุกลงจากรถตรงเข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ สมาชิกที่เหลือนั้นพร้อมอยู่แล้ว ผมเปิดฝากระโปรงดูความพร้อม น้ำมันเครื่อง,น้ำมันเบรค,น้ำหม้อน้ำ อยู่ในสภาพพร้อมดี ล้อจึงเริ่มหมุนขึ้นอีกครั้ง ออกจากหน้าที่ทำการเลี้ยวซ้ายไปตามถนนปูนขนาดเล็ก แต่ก็พอที่รถจะแล่นสวนกันได้ ขึ้นเนินลงเนินเล็ก ๆ ไปตามทางอีกประมาณ 3 ก.ม. เราก็มาถึงลาดจอดรถหน้าทุ่งกระเจียว หลังจากนำรถเข้าจอดเสร็จสรรพ เราก็ออกเดินเท้าไปตาทาง ที่ทำเป็นมอสคอท ฝักมะขาม เมื่อย่างเข้าเขตเพรชบูรณ์ ดูไปคล้ายหนอนมากกว่าสะพานไม้เล็กๆ  กว้าประมาณ 70 ซ.ม. พร้อมป้ายประกาศขอความร่วมมือมิได้ลงจากสะพานไปเหยียบย่ำทุ่งกระเจียว แต่ดูเหมือนหลายท่านที่เข้ามาท่องเที่ยว จะอ่านหนังสือไทยไม่แตกฉานหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เอ้า ข้ามไปไม่อยากวิจารณ์ให้มากไปกว่านี้ ดอกกระเจียวสีชมพู เข้มบ้าง อ่อนบ้างขึ้นสะพรัดบนทุ่งหญ้าเขียวสลับปุ่มหินต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว บรรดาสาวต่างพยายามจะยื่นหน้าไปใกล้ดอกให้มากที่สุด เราเดินตามสะพานไม้ยกระดับไปจนสุด ที่นั่นมีป้ายบอกทางเดินไปสู่หน้าผาสุดแผ่นดิน เราเดินไปตามทาง ห่างไปประมาณไม่เกิน700 เมตรเราก็พบป้ายบอกชื่อหน้าผา เราพากันไปยืนถ่ายภาพกันที่ริมหน้าผา จนเป็นที่พอใจจึงกลับลงมาจัดการเรื่องปากท้องที่ศาลาบริเวณลานจอดรถ

13.00 น. โดยประมาณเราออกเดินทางย้อนลงมาจาก อช.ป่าหินงาม ความร้อนของอากาศช่วงนี้ค่อย ๆเพิ่มขึ้น ขาลงย้อนกลับมาแยกลำนารายณ์ก่อนจะเลี้ยวขวามุ่งหน้าขึ้นสู่ อ.หล่มสัก จุดหมายปลาทางของเราในวันนี้ ผมแวะเข้าเติมแก๊ส ห่างจากแยกไปประมาณ 300 เมตร  ระหว่างทางเราแวะทานอาหารกลางวันร่วม ๆ บ่ายสองกันที่ อ.วิเชียรบุรี ยวดยานในวันนี้มีไม่มาก แต่เป็นที่น่าแปลก ปริมาณรถที่ขึ้นสู่เส้นทางนี้กลับหนักไปทางรถทัวร์ของบริษัท ต่าง ๆ ซึ่งแน่หละถ้าให้ทาย 90 เปอร์เซนต์ น่าจะมีจุดมุ่งหมายปลายทางที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย นั่นเอง หลังจากจัดการอาหารกลางวันเสร็จ ก่อนออกเดินทางผมได้เช็คดูลมยาง ตัว อ.ด่านซ้ายยามเช้ามืดจากจุดชมวิว ด้านล่างที่เห็นเป็นพระธาตุศรีสองรักซึ่งชอบที่จะใช้หน้า 30 หลัง 40 เนื่องจากมีสัมภาระอยู่ในช่วงท้ายประจำนั่นเอง ผลออกมายังอยู่ในสภาพปกติ เราวิ่งสบายพบกับฝนบ้าง แดดบ้างสลับกันไป แวะซื้ออาหารการกินสด ๆ จากไร่จุลดิษฐ์ โดยเฉพาะน้ำดื่มผลไม้ราคาประหยัด แก้วใหญ่ๆ 5 บาท จนผมต้องใช้กระติกใบย่อมที่มีติดรถไปซื้อแทนเต็มกระติก 15 บาทมีทั้งน้ำลูกหม่อน,น้ำสละ ซึ่งมีรสชาดคล้ายกัน อร่อยอมเปรี้ยวอมหวาน หรือจะเป็นกาแฟเย็นรสชาดเข้มข้น ก็ 5 บาทเหมือนกันครับ  เราวิ่งไปแวะไปจนเลยตัวเมืองเพรชบูรณ์ถนน 4 เลน ก็เหลือเพียง 2 เลนสวนทางกัน ปริมาณยวดยานก็เริ่มเพิ่มขึ้นอันเนื่องจากมี นักเรียนและคนทำงานเริ่มทะยอยกลับบ้านกันนั่นเอง ต้องคอยระวังให้ดีโดยเฉพาะมอเตอร์ไซด์ที่เขาไม่ค่อยจะขับชิดเลนซ้าย จะขี่กันเป็นกลุ่มเต็มถนน แซงค่อนข้างยากสักหน่อย 5 โมงเย็นเราก็มาถึงบ้านคุณเล็ก ที่ อ.หล่มสัก ค่ำคืนนี้เราเข้านอนกันแต่หัววันเพราะอ่อนเพลียมาทั้งวัน และพรุ่งนี้เช้าเราต้องออกเดินทางกันแต่เช้านั่นเอง

องค์พระธาตุศรีสองรัก04.00 ของวันอาทิตย์ เราตื่นขึ้นมาเพื่อจะไปให้ทันร่วมงาน และหาสถานที่จอดรถนั่นเอง ตรวจเช็คสภาพความพร้อมของยวดยานแต่ละท่านเสร็จเราก็เริ่มล้อหมุนเอาตอนประมาณตีห้า  มุ่งขึ้น หล่มเก่า ไป ยัง ด่านซ้าย  จากหล่มเก่าไปด่านซ้าย เราพบปริมาณยวดยานค่อนข้างมากโดยเฉพาะแก็งมอเตอร์ไซค์เจ้าถิ่นและ ที่มาจาก จังหวัดใกล้เคียง เส้นทางจากหล่มสักไปหล่มเก่านั้นเป็นแบบ 4 เลน และจากหล่มเก่าไป อ.ด่านซ้ายนั้นเป็นแบบ 2 เลนสวนทางไกล จนเข้าเขตด่านซ้ายจะมีป้ายแยกทางซ้ายมือกับขับตรงไป ซึ่งหากแยกเข้าด้านซ้าย จะเป็นการเข้าสู่ตัวเมืองด่านซ้าย ส่วนทางตรงไปนั้นจะเป็นเหมือนเส้นบายพาสนั่นเอง เราเลือกเส้นทางซ้ายมือ ไต่ระดับความชันขึ้นลงอย่างระมัดระวัง ควรจะใช้เกียร์ต่ำตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทาง บางท่านอาจเชื่อมั่นในระบบเบรกของตน แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า รถแฟมิเลียนั้นเบรกเป็นแบบปั๊ม จึงไม่ควรเหยียบแช่ เพราะหากสภาพภูมิประเทศชันมากในขาลง อาจทำให้ผ้าเบรกไหม้และไม่สามารถหยุดรถได้นั่นเอง การลงทางชันด้วยเกียร์ต่ำและใช้เบรกชะลอความเร็วเป็นระยะ  ๆ นั้น ผมว่าน่าจะปลอดภัยกว่าการใช้เบรกเพียงแต่อย่างเดียว เราค่อย ๆขับตามกันไปอันเนื่องจากสภาพภูมิประเทศและปริมาณยวดยาน จนมาถึงจุดชมวิว ก่อนเข้าตัวเมืองเพียง 2 ก.ม. จุดชมวิวนี้สามารถมองเห็นตัวเมืองทั้งหมดท่ามกลางทะเลหมอกอันสวยงาม ทางต่อไปจากจุดชมวิวลงไปสู่ตัวเมือง เป็นเส้นทางชันลงตลอด ดังนั้นควรเช็คตาโขนน้อยน่าเอ็นดู ช่วยแม่โปรโมทร้านค้าเบรกให้เรียบร้อย ค่อยใช้เกียร์ต่ำสักเกียร์ 2 ก็ลงได้แบบสบาย ๆ ละครับ ลงถึงปลายเส้นทาง ซ้ายมือจะเป็นพระธาตุศรีสองรัก เราแวะเข้าไปนมัสการกันเพื่อความเป็นศิริมงคล และจะใช้ที่นี่เป็นทีฝากรถในการเที่ยวครั้งนี้เพราะว่าการนำรถเข้าตัวเมืองนั้น ปริมาณยวดยานจะหนาแน่นมาก ไม่สะดวก สู้จอดรถทิ้งไว้แล้วเดินไปดีกว่า เราขึ้นไปนมัสการพระธาตุศรีสองรัก ก่อนจะกลับลงมาดูแลความเรียบร้อยของรถก่อนออกเดินชมเมืองมุ่งสู่วัดประโคนชัย ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการปิดถนนเป็นระยะ ๆ แล้ว ถึงแม้ว่าจะยังเช้าอยู่ แต่ผู้คนร้านรวงก็เริ่มคึกคักขึ้นมาแล้ว บ้านเรือนในเขต อ.ด่านซ้าย เป็นแบบเงียบ ๆ ไม่พลุกพล่าน สบาย ๆ แต่วันนี้ดูท่าจะไม่สงบเสียแล้ว มองไปทางไหนก็เห็นแต่รอยยิ้ม  บ้างก็หอบลูกจูงหลาน แต่ตัวออกจากบ้านมาร่วมงานผีตาโขน ผมมองหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ตลอดระยะเวลาที่เดิน กลับไม่พบเจ้าแฟมิเลียสักคันในวันนี้ เราตกลงกันว่าจะทานข้าวเช้ากันก่อน เพราะคนยังไม่หนาแน่นนัก เดี๋ยวเริ่มงานแล้วจะสนุกจนลืมกิน อาหารพื้นบ้านข้าวเหนียว,ส้มตำ,ไก่ย่าง ถูกเสริฟแทน ขนมปังไข่ดาวกาแฟในเช้านี้ ซึ่งเราก็จัดการมันได้อย่างเนียนๆ
10.00 น.พวกเราก็มาลอยหน้าลอยตาอยู่หน้าที่ที่ว่าการอำเภอด่านซ้าย รอพิธีเปิด ร้อนเอามั๊กมากในวันนี้ น่าสงสารบรรดาเทพีอัญเชิญป้ายและพุ่มพานดอกไม้ ที่มายืนตากแดดตั้งแต่ 9.00 น.เพื่อรอให้พลร่มอัญเชิญไม้ตีฆ้องลงมาให้ประธานในพิธีตีเปิดงาน กว่าจะโดดลงมามอบก็ปาเข้าไป 10.30 น. เล่นเอาลมแทบจับกันเป็นแถว ส่วนผีตาโขนใหญ่น้อยนั้นไม่ต้องพูดถึง ว่าชุดมันร้อนขนาดไหน ตายซ้ำทีมงานกับกลุ่มผีตาโขนตายซาก ละคราวนี้ 55555 ขบวนแห่เริ่มจากอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามด้วยธงตงแบบต่าง ๆ และ ตัวแทนพระเวสสันดรและพระนางมัทรี ตามความเชื่อมาแต่เก่าก่อน ตามมาด้วยขบวนผีคนป่าตัว ดำ ๆ ,ผีตาโขนใหญ่และผีตาโขนเล็ก สีสันสวยงามแตกต่างกันไป บ้างก็มาในรูปของทีมเวิร์ก บ้างก็มาแบบอิสระ เรากระจัดกระจายกันไปตามขบวนด้วยความตื่นตาตื่นใจในกระบวนพิธี ดีที่เราส่วนใหญ่จะมีวิทยุสื่อสารจึงสามารถมารวมตัวและตามตัวกันได้ไม่ยาก พิธีแห่จากตัวที่ว่าการ อ.ด่านซ้าย ไปสิ้นสุดที่วัดประโคนชัยซึ่งห่างกันประมาณ 1 ก.ม. แต่เป็นการแห่แหนที่นานมา อันเนื่องมาจากเจ้าผีตาโขนที่มีปริมาณเป็นร้อย ๆ ตน ที่เข้าแหย่เย้าหยอกล้อกับผู้ที่มายืนดูสองข้างทาง บางทีก็มีนักท่องเที่ยวขอถ่ายภาพ ทำให้ขบวนเคลื่อนไปได้อย่างช้า จนเสร็จสิ้นขบวนก็ปาเข้าไปบ่ายโมงเศษ พรุ่งนี้ยังมีพิธีต่อ แต่เวลาของเราหมดแล้ว ต้องใช้เวลาที่ขบวนผีตาโขนอันตระการตาเหลือเพื่อหาที่พักและเดินทางกลับ โดยเราหวังว่า วันนี้ในปีหน้าเราจะกลับมาร่วมพีธีนี้อีก และเราอาจจะเป็นผีตาโขนตนหนึ่งในพิธีสำคัญนี้ด้วยครับ สำหรับทริปแรกของ ท่องเที่ยวไทยไปกับแฟมิเลีย อยากจะเชิญชวนเพื่อน ผู้ใช้รถมาสด้าแฟมิเลียทุกท่านขึ้นไปท่องเที่ยวยัง จ.เพรชบูรณ์และ อ.ด่านซ้าย จ.เลย บ้างครับ เส้นทางสะดวกสบาย สภาพการจราจรไม่หนาแน่น ที่พัก สถานทีท่องเที่ยว ปั๊มน้ำมัน นั้นมีปริมาณมากมายเพียงพอต่อการเดินทาง มีแหล่งท่องเที่ยวติดต่อกันหลายแห่งที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นภูหินล่องกล้า,เขาค้อ,อช.น้ำหนาว ,อช,นาแห้ว,อช.ภูเรือ เป็นต้น หวังว่าข้อมูลในทริปนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ ชาวแฟมิเลียไม่มากก็น้อยนะครับ พบกันใหม่ทริปหน้าครับ

 

ขอบคุณครับ
Edat