บางเสี้ยวสัมผัส ของ ทุ่งกะมัง
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว
ชื่อนี้ถูกฝังลงไปในก้นบึ้งของหัวใจผมไม่ต่ำกว่า 5 ปี
ด้วยวาดหวังว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิต
ขอให้ผมได้ไปสัมผัสธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของผืนป่าแห่งนี้สักครั้งหนึ่ง
เสียงล่ำลือของแหล่งศึกษาข้อมูลทางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่แห่งนี้
จัดอยู่ในอันดับแถวแนวหน้าของป่าเมืองไทย ยิ่งช่วงที่ผ่านมานี้ นิตยสาร ฯลฯ
ทีวีและสื่อต่าง ๆ ได้นำข้อมูลออกมาเผยแพร่มากยิ่งขึ้น
ยิ่งทำให้ผู้ที่มีความสนใจด้านการศึกษาข้อมูลธรรมชาติต่างพากันให้ความสนใจมากขึ้นตามลำดับ
แต่ในเว็บไซด์กลับมีข้อมูลอยู่ไม่มากนัก คือ ผมหมายถึงเป็นข้อมูลพื้นฐานตั้งแต่ปี
43-45 บางเว็บบอร์ด ยังมีการไถ่ถามเรื่องการเข้าไปสัมผัสผืนป่าแห่งนี้อยู่ไม่ขาดสาย
แต่กลับไม่ได้รับคำตอบที่เคลียร์
นับเป็นความโชคดี
ของผมเสียเหลือเกินที่ได้มีโอกาสแวะเข้าไปเยี่ยมชม
ผมไม่มีข้อมูลอะไรมากกว่าคำถามตอบเมื่อปี 45-47 ที่คลุมเครือ
ที่จริงแล้วมันเป็นช่วงที่ผมกำลังรังเรอยู่ระหว่างการเดินทางไปสัมผัส
"เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว" กับ "อุทยานแห่งชาติแม่วงศ์"
ทั้งสองที่ถูกสื่อแนะนำให้ใช้รถกำลังดีโฟล์วิวไดว์ แต่ไอ้ม้าแก่แฟมิลี่ 1300
cc. หรือจะมีปัญญา
ประการต่อมาผมมีเวลาเพียง 3 วัน คือ พุทธ-ศุกร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาพักร้อน
วันเสาร์ต้องเข้าอบรม เรื่องสุดท้ายคือเรื่องเชื้อเพลิง
ไอ้ม้าแก่มันบริโภคได้สองระบบคือ เบนซิน91 และ แก๊ส LPG
น้ำมันตอนนี้ราคาแพงเหลือเกินระยะเดินทางจาก นครชัยศรี
ถึงจุดหมายปลายทางทั้งสองแห่งนี้ไม่ต่ำกว่า 500-650 ก.ม.ไป-กลับ 1200-1300 ก.ม.
ข้อมูลเกี่ยวกับการขออนุญาตเข้าเยี่ยมชมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวน้อยเต็มที
จะวิ่งไปกรมป่าไม้ก็ไม่ทันการ โชคดีที่ได้ข้อมูลเรื่องจุดเติม แก๊ส LPG
ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นดังนั้น คืนวันอังคาร ผม,ภรรยาและบุตรสาว
จึงเริ่มเดินทางไปตามเส้นทางที่เราไม่คุ้นเคย ในเมื่อใจของเราทั้งสาม
มันล่องลอยไป
อยู่ที่ปลายทางแล้ว ทำไมต้องรอให้เช้าก่อน
ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายในช่วงต้นฝน ไปสัมผัสเพียงบางเศษเสี้ยวของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวกับเราสิครับ
หลังจากตัดสินใจได้แล้วสัมภาระต่าง ๆ ถูกขนย้ายขึ้นสู่ท้ายรถ เชื้อเพลิงทั้งสองระบบ
ต่างถูกบรรจุอย่างเต็มที่ คุณจิ๋มภรรยา กับเจ้ากวาง
บุตรสาวจัดการเรื่องอาหารการกินพอเป็นพิธี
เพราะเรารู้ถึงเส้นทางที่ต้องผ่านตามเมืองใหญ่ ๆ
นั่นก็หมายความว่าเรายังมีเวลาที่จะซื้อเพิ่มเติมกรณีที่ไม่เพียงพอ
กว่าจะได้ออกตัวจากนครชัยศรีก็ปาเข้าไป 4 ทุ่มกว่า
แวะเอาอุปกรณ์ส่องทางไกลที่บ้านหนุ่มอ้วนที่รังสิต ก็ปาเขา 5 ทุ่มกว่าแล้ว
ที่ผมเลือกเดินทางกลางคืนเพราะว่า รถไม่มีแอร์ มันเย็นสบายดี คนไม่ร้อน
เครื่องยนต์ก็ไม่ค่อยร้อนมากนัก และที่สำคัญทำให้เหลือเวลาที่ปลายทางมากขึ้น
เราเดินทางจากรุงเทพฯ-สระบุรี-สี่คิ้ว แล้วมุ่งขึ้นสู่ชัยภูมิ
หลายครั้งที่ผมต้องแวะหาที่พักสายตา แต่ก็เป็นเพียงสั้น ๆ
15-20
นาทีโดยใช้มือถือคอยตั้งปลุก จนสุดท้ายผมก็มาถึงตัวเมืองชัยภูมิเอา 6
โมงเช้าพอดิบพอดี จัดการบรรจุแก๊ส
LPG เต็มถังก็แวะเข้าไปดูข้าวของในตลาดเพื่อหาอาหารเช้าใส่ปากท้อง
ตลาดชัยภูมิเช้านี้คึกคักพอสมควร
แต่สังเกตดูแล้วราคาสินค้าค่อนข้างจะเท่าเทียมกับเมืองใหญ่ ๆ
เจ็ดโมงเศษเราจึงออกเดินทางต่อมุ่งสู่ อ.ภูเขียว เลยไปไม่เท่าไหร่ก็แยกซ้ายไปตาม
ทล.2055 มุ่งสู่สามแยก บ.ทุ่งลุยลาย หากเลี้ยวขวาจะไปสู่ อ.คอนสาร หรือไป อ.หล่มสัก
อ,ชุมแพได้ เราเลี้ยวซ้ายมุ่งสู่เขื่อนจุฬาภรณ์ ตรงนี้เราแวะซื้อน้ำแข็งแพ็คใส่กระติก
ร้านขายของที่นี่จัดรูปแบบทันสมัยคล้ายซุปเปอร์มาร์เก็ต ใช้ระบบคอมพิวเตอร์
และยิงบาร์โค้ดด้วย ได้ของแล้วเราก็มุ่งไปตามเส้นทางลาดยางเรียบกริบสู่เขื่อน
ก่อนถึงเขื่อนสักเล็กน้อยจะมีป้ายบอกแยก ปางม่วง ทางขวามือเป็นจุดชมวิว มองเห็น
ภูผาจิก,ภูผาม่าน ตั้งทะมึนแต่ไกล มีร้านขายข้าวเหนียว
ส้มตำไก่ย่างทางซ้ายมืออยู่หลายร้าน
ที่นี่เราพบกับพนักงานต้อนรับ
เป็น "นกกระทุง"
ตัวเบ้อเริ่มคอยทักทายผู้มาเยือนอยู่ริมทาง ทราบมาว่าเป็นนกที่สมเด็จพระราชินีฯ
นำมาปล่อยที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว แล้วบินออกมาที่นี่ ชาวประมงที่เขื่อนฯ
มักให้เศษปลากินเป็นประจำ
เจ้าหน้าที่อุ้มกลับเข้าไปในป่าหลายครั้งแต่ก็บินกลับออกมาทุกครั้งเพราะมีคนให้กินด้วยความน่าเอ็นดูนั่นเอง
เลยมาเล็กน้อยซ้ายมือ มีป้ายขนาดใหญ่บอกชื่อ
"เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว"
พร้อมสัญลักษณ์
"กระซู่" 2 ตัวทียืนอยู่ข้างป้าย ผมเลี้ยวซ้ายเข้าไปพบกับจุดชำระค่า
ธรรมเนียม หน่วยพิทักษืป่าปางม่วง เด็ก 10 ผู้ใหญ่ 20 รถยนต์ 30
พร้อมทั้งแจ้งวัตถุประสงค์ในการเข้าเยี่ยมชม
แล่นรถไปตามถนนลาดยางทีค่อนข้างแคบแต่พอสวนทางกันได้สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนเป็นป่าสนสามใบ
สลับกับป่าเบญจพรรณ บนถนนมีร่อง
รอยของมูลสัตว์
ประมาณ 7 ก.ม.ก็มาถึงด่าน หน่วยศาลาพรม
พ้นด่านมาหน่อยทางขวามือมีเนินไว้ให้ชมฝูงกวางป่า
แต่เราสายมาแล้วมันคงเริ่มหลบเข้าร่ม ติดกันเป็นทีพักและเรือนรับรองของกลุ่ม
EU
หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนงานวิจัยฯ เส้นทางเริ่มสลับซับซ้อนและคดเคี้ยว
เส้นทางขึ้นเนินลงเนิน ไม่สูงชันอะไรดังที่เคยกล่าวเอาไว้
แต่ควรปฏิบัติตามป้ายเตือนเป็นดีที่สุด เช่น ควรใช้เกียร์ต่ำ, กรูณาขับช้า ๆ
เป็นต้น บางช่วงก็ต้องข้ามลำห้วย มีสะพานปูนอย่างดีแข็งแรงทนทาน จนมาถึงจุดหนึ่ง
ทางด้านซ้ายมองแต่ไกลก็รับรู้ด้วยความเคยชิน
"โป่งสัตว์"
ที่นั่นมีรอยเท้าเจ้าป่าขนาดผู้ใหญ่ลงไปนั่งได้สบาย ๆ พร้อมทั้งรอยของสัตว์กีบ
ประเภทต่าง ๆ ที่สำคัญเป็นแหล่งชุมนุมของผีเสื้อ
หลายต่อหลาชนิดเราแวะลงไปบันทึกความงามก่อนเดินทางต่อไม่นานเราก็
เดินทางมาถึงที่ทำการสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว
ผมตรงเข้าไปติดต่อแจ้งวัตถุประสงค์ในการมาในครั้งนี้
ก็ได้รับการต้อนรับตลอดจนข้อมูลเป็นอย่างดี
จาก พี่เฉลิมพล
และ พี่ฉวีวรรณ
สองเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานเป็นอย่างดี ผมถามเรื่องที่กางเต้นท์
พี่ทั้งสองบอกว่าให้นอนบ้านพักดีกว่า เนื่องจากลานกางเต้นท์นั้นไม่ค่อยราบเรียบเกรงว่าเราจะไม่สบายอีกอย่างแกกลัวเรานอนไม่เป็นสุขเพราะมีเจ้ากวางจอมดื้อ
2 ตัวที่ชอบลื้อเต้นท์หาอาหารกินนั่นเอง
เราตกลงที่จะพักบ้านพัก เพราะว่าไม่มีใครเข้ามาเลยในวันนี้
ผมคุยกับพี่ทั้งสองอยู่พักใหญ่พร้อมทั้งสอบถามข้อมูลต่าง ๆ ไปในตัว
จากนั้นก็ขอตัวเข้าที่พัก เอาข้าวของไปเก็บก่อน
จากนั้นวิ่งเลยที่พักเข้าไปเพียงโค้งแรก เราก็พบกับ ทุ่งหญ้า กับเนินเตี้ย ๆ
ไหนล่ะ
ทุ่งกะมัง ในขณะที่กำลังยืนงงอยู่ข้างรถ ห่างไปประมาณา 200
เมตรมีการเคลื่อนไหวของบางสิ่งบางอย่าง เรารีบคว้ากล้องส่องทางไกลยกขึ้นเล็ง
"เนื้อทราย"
ตามแหล่งธรรมชาติตัวแรกในชีวิต สร้างความตื่นเต้นให้เราทุกคน แล้วตัว 2,3
ก็เริ่มเห็นยังมีถนนต่อไปอีก
แต่ท้องมันร้องก็เลยใช้ท้ายรถเป็นที่จัดการอาหารกลางวัน ข้าวเหนียวหมูย่าง
ง่ายที่สุด จากนั้นเราก็ค่อย
ๆ เคลื่อนรถไปตามถนนอย่างช้า ๆ
ขวามือเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เลยไปเข้าโค้งซ้าย
"ลาน
ฮ.+ลานชมดาว" ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายเลยโค้งขวา
มีบึงน้ำขนาดใหญ่อยู่ มีนกอะไรหนอเกาะอยู่บนตอไม้กลางบึงทีแรกคิดว่า นกกาน้ำ
พอส่องดูเที่ยบกับหนังสือดูนกแล้วกลายเป็น
นกอ้ายงั่ว
ยังมีถนนทอดไปมีด่านไม้กั้นแต่เปิดเอาไว้
เราจึงขับรถไปตามเส้นทางอ้อมเนินจนสุดทางที่หลักเขต ก.ม. 25 ทางขึ้นเรือนที่ประทับจอดรถแล้วเดินขึ้นเนินเขาไป บนเนินเบื้องหน้าไม่สูงนัก มี
เรือนประทับของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
เมื่อครั้งเสด็จมาปล่อยพันธุ์สัตว์ป่า เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว
ได้รับการดูแลรักษาอย่างดียิ่ง ด้านหน้าเรือนที่ประทับ มีลานเทอร์เลด
เราได้ตรงนี้แหละเป็นที่นั่งชมความอลังค์การของ
ทุ่งกะมัง
ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เบื้องหน้า