บางเสี้ยวสัมผัส ของ ทุ่งกะมัง

เบื้องหน้าของผมและครอบครัวตอนนี้ เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไม่น่าต่ำกว่า 100 ไร่ สุดปลายสายตา เป็นป่าและหนองน้ำขนาดใหญ่ เราเห็นเนื้อทรายยืนเล็มหญ้าอยู่บนเนิน 2-3 ตัว มันมีเท่านี้หรือผิดกับที่ พี่เฉลิมบอกกับผมเมื่อครู่นี้เลย จนสักครู่ใหญ่เราเริ่มปรับสายตาเข้ากับท้องทุ่งได้มากขึ้น และเมื่อส่องกล้องทางไกลดู กลับพบว่า มีเจ้าเนื้อทรายอยู่มากมายในทุ่งกระมัง มันนอนเล็มหญ้าอย่างสบายอารมณ์อยู่ในทุ่งเบื้องหน้าเรานี่เอง โผล่มาเพียงแต่หัวเท่านั้น สองแม่ลูกสนุกอยู่กับการแข่งกันนับปริมาณเนื้อทราย ที่เริ่มทยอยลุกขึ้นยืนและเดินบ้างแล้ว สายลมเย็นยามบ่ายบนเนินหน้าเรือนที่ประทับ ช่างเย็นสบายมากยิ่งนักผิดกับห้องแอร์อย่างลิบลับ ผมหายใจเข้าไปอย่างปลอดโปร่ง มันเบาไปทั้งสมองเหลือบมองสองแม่ลูกที่กำลังมีความสุข ความเครียดต่าง ๆ สลายไปจนสิ้น ผมหยิบ เจ้านิกร (Nikon Collpix 2200) กล้องดิจิตอลขึ้นมาเพื่อกดชัตเตอร์ถ่าย ด้วย Memory 256 MB นั้นกับความระเอียดสูงสุด 2.0 Magapixels นั้นเพียงพอสำหรับงานเว็บไซด์ แต่กำลังขยายขนาด x3 นั้นมันน้อยเกินไป ผมปรับกล้องส่องทางไกลให้ได้ชัดที่สุดแล้วนำกล้องดิจิตอลทาบประกบเข้าไป จึงได้ภาพมาฝากทุกท่านดังที่ปรากฏ ศักยภาพผมมันน้อยเกินไปนะครับทำด้วยใจรักเสียมากกว่า ผมกับครอบครัวเพลิดเพลินกับการดำเนินชีวิตของฝูงเนื้อทรายจนเย็นเกือบสิ้นแสงอาทิตย์ ไม่อยากขยับไปไหนเลยเพราะยิ่งเย็นฝูงเนื้อทรายก็จะยิ่งเคลื่อนตัวเข้ามากใกล้เรามากยิ่งขึ้นตั้งแต่ระยะ 40-50 เมตร แต่แสงก็เริ่มไม่เพียงพอต่อการถ่ายภาพ เราจึงลงความเห็นว่าสมควรจะกลับที่พักกันเสียทีในวันนี้ นับไปนับมาวันนี้มีเนื้อทรายมากถึง 48 ตัว  ความมืดเริ่มโรยตัวเข้าครอบคลุม แต่รถของเราจอดอยู่ทางขึ้นเรือนที่ประทับ ไม่สามารถวิ่งกลับทางเดิมได้เพราะว่าฝูงเนื้อทรายมาอยู่ใกล้ถนนมากแล้ว หากเราวิ่งมาเขาคงตื่นตกใจเป็นโกลาหลเป็นแน่ ตัดสินใจทิ้งรถแล้วเดินกลับที่พักซึ่งมีระยะทาง 2 ก.ม. (เกรงเนื้อทรายจะตื่นเดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีให้ดู) เราเดินฝ่าความมืดกลับมาที่พักด้วยอาการหวาด ๆ ไม่มีไฟฉาย แล้วที่นี่มีเพรชฆาตแห่งท้องทุ่ง “เจ้าหมาไน” นะสิครับ เราไม่รู้มันจะเกิดต้องการเปลี่ยนรสชาดบ้างหรือเปล่านั่นเอง ในที่สุดเราก็กลับมาถึงที่พักประกอบอาหารการกินเสร็จจึงเข้าพักผ่อน แบบรวดเดียวจนเช้าเลยเป็นคืนที่เราหลับใหลอย่างมีความสุขที่สุด เช้าวันรุ่งขึ้นเรารีบตื่นขึ้นแต่ไก่โห่ดูนาฬิกาเพิ่ง ตี 5 เศษ ทุกครั้งที่เราออกมาสัมผัสโลกกลางแจ้ง เราไม่เคยนอนแช่ได้นานกว่า7โมงเช้าสักที คราวนี้ก็เช่นกันสองแม่ลูกกุลีกุจอกันชำระร่างกาย ปล่อยให้เรื่องการเตรียมอาหารเป็นหน้าที่ของผม เช้านี้เรามีไส้กรอกแฮมที่ทอดไว้เมื่อวานเย็นจัดการอุ่นซ้ำในกระทะด้วยไฟร้อน ๆ ขนมปังเหนียวนุ่มอีกแถวยาว ตามด้วยน้ำร้อนเดือด ๆ อีก 1 กระติก พกเอาเครื่องดื่มประเภท 3 in1 ติดไป แค่นี้เป็นอันจบ เหลือบมองนาฬิกาเกือบ 6 โมงเช้า น้ำเช้าเดี๋ยวค่อยกลับมาอาบแปรงฟันอย่างเดียวก่อนจากนั้นก็คว้าอุปกรณ์และสัมภาระออกจากที่พักตรงดิ่งไปสู่เนินเรือนที่ประทับหน้าทุ่งกะมังทันที แล้วเราก็ได้พบกับภาพที่ตะการตายิ่งกว่าเมื่อวานเย็น ปริมาณเนื้อทรายมากกว่าเดิมมากร่วมร้อยตัว กำลังเดินเล็มหญ้ากลับสู่เนินทุ่งกะมัง ห่างจากเราประมาณ 50 เมตร บนสนามหญ้าบริเวณเนินเรือนประทับฯ เต็มไปด้วยมูลของเนื้อทรายเป็นเม็ดเล็ก เต็มไปหมด นี่แสดงว่าเมื่อคืนนี้พวกเขาคงมานอนกันบนเนินนี้เป็นแน่ เรานั่งส่องกล้องนับจำนวนดูได้ถึง 81 ตัว มากขึ้นเป็นเท่าตัว อย่างนั้นที่พี่เฉลิมพลกล่าวไว้คงไม่ผิดเป็นแน่ ลมเย็นสายฝนพัดจากหุบเขาป่าทึบทางด้านขวามือขึ้นสู่ยอดเนิน ทำเอาสองแม่ลูกต้องรีบกระชับเสื้อคลุมแล้วเลื่อนตัวไปนั่งตรงที่มีแดดส่อง ผมเดินสำรวจรอบ ๆ รั้วเรือนที่ประทับฯ พบประตูเข้าออก มีป้ายติดไว้ให้เข้าเยี่ยมชมได้ตั้งแต่เวลา 7.30 น.-17.30 น. เข้าออกกรุณาปิดประตูด้วย เห็นดังนั้นจึงชวนสองแม่ลูกเข้าไปด้วยกัน ภายในเป็นส่วนหย่อมมีกล้วยไม้ดินและกล้วยไม้คาคบเต็มไปหมด เราบันทึกภาพมาได้มากพอควรแล้วจึงกลับออกมาโดยมิได้แตะต้องสิ่งใด ๆ เยี่ยงคนมือไวใจเร็ว ที่สำคัญไม่ลืมที่จะปิดประตูลงกลอน เราจัดการอาหารเช้าไปพร้อม ๆ กับการดูเนื้อทราย บางครั้งก็มีนกแปลก ๆ บินผ่านมาเกาะตรงหน้าเรา บางทีก็มีไก่ป่าว่าพรวดมายืนตรงหน้าเราก็มี พนักงานเริ่มทะยอยเข้ามาซ่อมแซมบำรุงเรือนพักรับรองข้างเรือนที่ประทับ พี่บุญทม เจ้าหน้าที่สาวเดินมายังเรือนที่ประทับ ทำโน่นทำนี่รอบ ๆ เรือนที่ประทับ ผมรีบเข้าประจบแกทันทีคุยไปคุยมาก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเรือนประทับไปยังเรื่องเนื้อทราย แกว่า แกอยู่ที่นี่มา 15-16 ปีแล้วได้รับเสด็จพระราชินีฯ ด้วยเมื่อครั้งเสต็จมาปล่อยเนื้อทรายคืนสู่ป่าบริเวณทุ่งกะมังแห่งนี้ เดิมทีมีปริมาณไม่มากนักมีเพียงไม่กี่คู่ จนปัจจุบันนี้มีร่วม 200 ตัวได้แล้ว บางวันฝนตกมาก ๆ พวกเนื้อทรายจะเข้ามาหากินออกันอยู่ทางด้านหลังที่ทำการเต็มไปหมด ถามถึงหมาไน แกบอกว่าบางวันมันก็ออกมา 3-4 ตัววิ่งไล่ต้อนกัดเนื้อทรายในทุ่งต่อหน้านี่แหละไม่รู้จะช่วยอย่างไร มันเป็นวิถีชิวิตของพวกเขาเพราะหมาไนก็เป็นส่วนหนึ่งของป่า แกบอกว่าวันสองวันที่ผ่านมามีคนมือไวคว้าเอา "รองเท้านารี" ในสวนหลังที่ตำหนักไป โล่งใจไปทีนึกว่ามาหายตอนเรามานั่ง คุยกันต่อมาจึงได้รู้ว่าสามีของแก "พี่วิเชียร" ลูกจ้างประจำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องลิงค่างมากที่สุดในกระบวนเจ้าหน้าที่ ได้เสียชีวิตลงเมื่อเดือนตุลาฯ ที่แล้วนี้เอง ผมแสดงความเสียใจกับแก แต่ดูพี่แกภูมิใจในสามีมาก แกบอกว่าฝรั่งที่ร่วมทำวิจัยถึงกับร้องไห้โฮ พี่วิเชียรเป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อผืนป่าแห่งนี้ แพทย์ลงความเห็นว่าแกหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือ ไหลตาย นั่นเอง พี่บุญทมคุยกับเราอยู่พักใหญ่จึงขอตัวไปทำงานต่อ เรานั่งกันต่อจนเกือบเที่ยงเห็นว่าพวกเนื้อทรายไม่ไปไหนมากกว่าอยู่บนเนินกลางทุ่ง เราจึงกลับที่พักกัน นั่นก็หมายถึงมื้อเที่ยงมาจ่อรอคิวแล้ว เราพบกับ พี่เครือวัลย์ เจ้าหน้าที่ประจำเรือนพักกำลังเก็บกวาดที่พักอยู่ พอเราบอกว่าเมื่อคืนหนูมากวนเราเท่านั้นแกก็กุลีกุจอไปหากรงดักหนูมาดัก ทั้ง ๆ ที่แกใช้กับดักไม่เป็น ผมเลยจัดการให้แก พี่เครือวั่ลย์ถามว่าผมเห็นอะไรบ้างนอกจากเนื้อทราย แกแนะนำว่าหากอยากเห็น กวาง ให้ไปดูที่แถวที่ทำการฯ หรือหนองน้ำก่อนเข้าที่ทำการห่างไปประมาณ 500 เมตร ที่นั่นเขาปลูกกระท่อมไม้ไว้ให้คนคอยซุ่มดูด้วย และถ้าอยากเห็น เม่น ต้องคอยดูกลางคืน มันจะออกหากินวิ่งกันให้ควักตามใต้ถุนเรือนพักนี่แหละ เราจัดการอาหารกลางวันด้วย บะหมี่สำเร็จรูป ก่อนจะย้ายไปอยู่ในกระท่อมส่องกวางในเวลาต่อมา กระท่อมไม้ที่สร้างขึ้นเหมือนหอส่องสัตว์ทั่ว ๆ ไปต่างกันตรงที่มั้นสูงเหนือหนองน้ำมานิดเดียว เงียบไม่มีอะไรโผล่มาในยามบ่ายเศษ ผมหันไปคว้ากล้องส่องดูนกต่าง ๆ ไปพลาง ๆ และแล้วไม่นานนักบึงฝั่งตรงกันข้ามตำแหน่ง 11 นาฬิกาก็ปรากฏกวางตัวเมีย 2 ตัวออกมาเล็มหญ้าและกินน้ำในบึง ผมและครอบครัวเฝ้ามองอย่างใจจดจ่อ ตัวมันใหญ่พอ ๆ กับ วัววัยรุ่น มันกินหญ้าและลงอาบน้ำอย่างสบายใจ ผมบรรจงกดชัตเตอร์ผ่านรูกล้องส่องทางไกลไม่ยั้ง หันมาดูสองแม่ลูกหลับสบายไปบนผืนผ้าใบเสียแล้ว คงเพลียมากพอมาเจอสายลมเย็น ๆ เข้าทางหนังท้องตึงหนังตาเลยหย่อน ไม่นานนักทางฝั่งตรงข้ามแถบขวามือตำแหน่ง 2 นาฬิกาก็ปรากฏกวางตัวเมียอีก 3 ตัวโผล่ออกจากราวไพรลงมาเล็มหญ้าและกินน้ำ เจ้า 2 ตัวรีบว่ายน้ำตัดบึงไปสมทบ เป็นภาพที่หาดูไม่ได้ในสวนสัตว์ อ้าว! 2 แม่ลูกตื่นมาได้เห็นพอดี สักครู่ใหญ่พวกมันก็หายเข้าไปในแนวป่า รวมระยะเวลาที่มันปรากฏกายก็ประมาณ 2 ช.ม. เราตกลงจะกลับไปที่พักเพื่อเตรียมอาหารเย็น ชำระร่างกาย ก่อนจะไปดูเจ้าเนื้อทรายเป็นการส่งท้ายเพราะพรุ่งนี้เราจะเดินทางกลับแต่เช้านั่นเอง ต้มยำปลากระป๋อง,ไข่เจียว กับข้าวสวยร้อน ๆ อีก 1 หม้อสนามพร้อมด้วยน้ำดื่มเสร็จสรรพ ไม่นานนักเราก็มารอจ่ออยู่ที่หน้าเรือนที่ประทับ เย็นนี้เจ้าเหล่าเนื้อทราบมีร่วมร้อยตัว ขึ้นมาที่แนวถนนและบนเนินเรือนที่ประทับเร็วกว่าปกติเราเฝ้ามองพวกมันอย่างไม่กระพริบตา เสียงหนึ่ง ดังประมาณ แตรรถเบ็นซ์ ดังสั้น ๆ 2 ครั้งก่อนที่จะดังประสาน โฮมมมมม ฮูมมมมมมม กันก้องหุบทางด้านทิศใต้ห่างไปไม่น่าเกิน 500 เมตร มันทำให้เราทั้งสามเย็นสันหลังยะเยือก ฝูงพญาช้างสาร ยังคงเปล่งแสนยานุภาพอยู่ร่วม 10 นาทีจึงสงบเลย ที่นี่สมบูรณ์จริง ๆ เฮ้อ! ไม่อยากคิดถึงวันพรุ่งนี้เลย วันนี้เราอยู่ที่นี่จนค่ำ ก่อนจะกลับสู่ที่พักเราพากันเหลียวมองเงาดำตะคุ่ม ๆที่ทะยอยกันขึ้นสู่เนินเรือนที่ประทับ ลาก่อน เจ้าฝูงเนื้อทรายแห่งทุ่งกะมัง เพียงเศษเสี้ยวแห่งเวลาของการเดินทางที่ผมและครอบครัวได้ผ่านเข้ามา มันช่างน้อยนิด เราจะกลับไปอีกผมขอสัญญา ภายในบริเวณสำนักงานเขตฯ นั้น ยังมีสถานพยาบาลสัตว์ ซึ่งตรงหน้าสถานพยาบาลได้จัดเป็น แบบจำลองฟอสซิส ซากสัตว์ป่าเป็นหลุมขุดเหมือนซากไดโนเสาร์ มีซากช้าง,เก้ง,กวาง,เนื้อทราย,กระทิง ตลอดจนแสดงข้าวของเครื่องใช้ของนักเดินป่าเอาไว้ด้วย ข้างด้านในทำเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม ๆ พร้อมคำบรรยาย ตัวสำนักงานที่ทำการก็มีที่ ห้องแสดงนิทรรศการตลอดจนแบบโมเดลจำลองพื้นที่อาณาเขตของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวเอาไว้ เรือนติดกันยังจัดทำ ห้องสมุด เอาไว้ให้เจ้าหน้าที่และประชาชนที่สนใจได้ศึกษาค้นคว้า นอกจากนี้ยังมี ร้านค้าสวัสดิการ ราคาประหยัด ที่ว่าประหยัดเพราะขายในราคาค้าส่ง จุดประสงค์ของร้านมีไว้เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ภายในนั่นเอง ของที่มีขายล้วนเป็นของจำเป็นแก่การดำรงชีพหลีก ๆ ทั้งนั้น ขาดเหลือวิ่งมาที่นี่ได้เลยแต่ต้องเป็นเวลานะครับไม่ได้เปิด 24 ช.ม. นอกจากนี้ยังมี ห้องประชุม ไว้ให้จัดประชุมกันด้วย สิ่งที่อยากจะฝากท่านทั้งหลายไว้ในท้ายนี้ก็คือ หากคุณจะแสวงหาความสะดวกสบาย ความบันเทิงเริงรมย์ ย้ายที่กินเหล้าหรือโชว์ลูกคอคาราโอเกะแล้วก็  อย่าไปเลยครับ ที่นั่นเขาต้องการแต่ความสงบเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมนั้นน้อยที่สุดนั่นเอง.

ปล.บทความเหล่านี้เป็นเพียงการสัมผัสเพียงบางเสี้ยวหรือเพียงบางมุมมองของผม ยังมีอีกหลายมุมมองที่ผมยังไม่ได้สัมผัส และคิดว่าเมื่อมีโอกาสผมจะกลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติม

ขอขอบคุณ
คุณจารุพล  ปราบ ณ ศักดิ์
หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว

คุณฉวีวรรณ ตรงประสิทธิ์
คุณเฉลิมพล  ตรงประสิทธิ์
คุณบุญทม, คุณเครือวัลย์
เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูเขียว

 

กลับหน้าเดิม